คุณเป็นคนสัมภาษณ์พนักงานใหม่ หรือไม่ ---- ????
ผม อยากจะนำเสนอ ความรู้สึกส่วนตัว เมื่อเป็นคนสัมภาษณ์พนักงานใหม่
ความรู้สึกแรก ที่ได้รับ ไม่ว่าจะอยู่ที่บริษัทไหนๆ ก็ตาม
ผมจะตื่นเต้น มาก ในการอ่านชื่อ ประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน
ของผู้สมัครทั้งหลาย ...
ความรู้สึกถัดมา ก็รู้สึก ต้องตระหนักถึงตัวเอง ว่าจะสัมภาษณ์เขาอย่างไร
เพราะบางคน ประสบการณ์มาก เทพ และเก่ง คนสัมภาษณ์อย่างเรา จะต้องปรับตัว
อย่างไร ให้ตัวเองดูดี มีความรู้ ก็ยากใช่ไหมละ
ความรู้สึกตอนสัมภาษณ์ละครับ ... ก็ตื่นเต้น เกร็งด้วย เขินด้วย ....
บางคน เราก็รู้สึกว่า ไม่ถูกชะตาเลย บางคน เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย คนนี้ใช่เลย
บางคน เราก็รู้สึกว่า จะมาไม้ไหนกันนี่
หลังจากนั้น เมื่อเราสัมภาษณ์เสร็จ เราก็ต้องเอาประสบการณ์ความรู้สึก ระหว่างที่เราสัมภาษณ์
ไปคุยกันต่อใช่ปะ
ตอนนี้แหละ ยากสุดๆ เลย เพราะ ทุกคน จะมีความเห็นแตกต่างกัน
และเลือกยากมาก เพราะถ้าเลือกผิด เราก็จะได้คนไม่ตามสเป็ก ตามความสามารถที่เราอยากได้
และที่ยากกว่าทั้งหมด คือ เขาเหล่านั้น ที่สมัครเข้ามา จะทำงานร่วมกับ สไตล์การทำงาน
ของบริษัทเรา ได้หรือไม่ ... ไม่ทราบได้เลย
ประสบการณ์ ในกระดาษ และประสบการณ์จากการพูดจา ไม่สามารถบอกได้ว่า
เขาทำงานร่วมกับเรา ได้หรือไม่
แต่ประสบการณ์จากการได้เคยร่วมงานกันมา หลายๆ ครั้ง สามารถสรุปได้ว่า
เรา และเขา ควรจะร่วมงานกันต่อ หรือไม่
หาก ผมเปลี่ยนคำว่า "บริษัท" เป็นคำอื่น เช่น งานเลี้ยง งานอดิเรก
งานกลุ่ม กลุ่มร้องเพลง กลุ่มนักดนตรี กลุ่มงานอะไรต่างๆ นานาจิตตัง
ผม ก็อยากจะบอกเขานะว่า "เรา ไปด้วยกันได้" สำหรับ ตัวจริง
และบอกกับเขานะว่า "เรา ไปด้วยกัน ไม่ได้" สำหรับ ตัวปลอม
อย่างคุณ
https://www.facebook.com/krubom/posts/10203034914208007?stream_ref=1
วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557
พลังของโลกออนไลน์กับการขายของใน 1 ชั่วโมง
พลังของโลกออนไลน์กับการขายของใน 1 ชั่วโมง
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากโพสนี้ก็คือ มันขายง่ายมาก และเร็วมาก! อย่างน่าตกใจ
เพราะของมือสอง ราคา 3,000 บาท ถูกขายออกในเวลาใน 1 ชั่วโมง
จากตัวอย่างเราจะเรียนรู้ได้ว่า เมื่อสิ่งของนั้นๆ มันอยู่ถูกที่และถูกเวลา มันจะทำการขายออกได้ง่ายกว่าเดิมมาก มาวิเคราะห์อย่างคร่าวๆกันครับ
- รายละเอียดสินค้า มีผลต่อการตัดสินใจในการซื้อ-ขาย และสามารถลดคำถามจากผู้ซื้อได้พอสมควร และควรให้ข้อมูลจริงอย่างตรงไปตรงมา
- รูปภาพ ยิ่งชัดเจนและมีหลายมุมยิ่งดี
- มีข้อมูลการติดต่อ
- มีโปรโมชั่น สำหรับในกรณีนี้คือ มารับสินค้าเองจะถูกกว่าการจัดส่งทางไปรษณีย์ เป็นต้น
- โพสในที่ที่เหมาะสม หมายถึง โพสนี้พบในกลุ่ม facebook แห่งหนึ่งซึ่งเ็นกลุ่มที่มีคนสนใจเกี่ยวกับสินค้านั้นๆอยู่แล้ว นั่นหมายถึงกลุ่มคนเหล่านั้น รู้จักสินค้าเป็นอย่างดีและมีโอกาสในการปิดการขายได้สูงกว่า และเร็วกว่า
- โพสในเวลาที่เหมาะสม ต้องสังเกตุด้วยว่าคนส่วนใหญ่เล่น Facebook ช่วงเวลาใดเยอะเป็นพิเศษ ก็จะทำให้โพสนั้นๆ มีโอกาสถูกเจอได้เยอะยิ่งขึ้น
แล้วเพื่อนๆได้เรียนรู้อะไรจากรูปภาพนี้กันบ้างครับ?
ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=815526945143413&set=a.483185698377541.119843.200512916644822&type=1
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากโพสนี้ก็คือ มันขายง่ายมาก และเร็วมาก! อย่างน่าตกใจ
เพราะของมือสอง ราคา 3,000 บาท ถูกขายออกในเวลาใน 1 ชั่วโมง
จากตัวอย่างเราจะเรียนรู้ได้ว่า เมื่อสิ่งของนั้นๆ มันอยู่ถูกที่และถูกเวลา มันจะทำการขายออกได้ง่ายกว่าเดิมมาก มาวิเคราะห์อย่างคร่าวๆกันครับ
- รายละเอียดสินค้า มีผลต่อการตัดสินใจในการซื้อ-ขาย และสามารถลดคำถามจากผู้ซื้อได้พอสมควร และควรให้ข้อมูลจริงอย่างตรงไปตรงมา
- รูปภาพ ยิ่งชัดเจนและมีหลายมุมยิ่งดี
- มีข้อมูลการติดต่อ
- มีโปรโมชั่น สำหรับในกรณีนี้คือ มารับสินค้าเองจะถูกกว่าการจัดส่งทางไปรษณีย์ เป็นต้น
- โพสในที่ที่เหมาะสม หมายถึง โพสนี้พบในกลุ่ม facebook แห่งหนึ่งซึ่งเ็นกลุ่มที่มีคนสนใจเกี่ยวกับสินค้านั้นๆอยู่แล้ว นั่นหมายถึงกลุ่มคนเหล่านั้น รู้จักสินค้าเป็นอย่างดีและมีโอกาสในการปิดการขายได้สูงกว่า และเร็วกว่า
- โพสในเวลาที่เหมาะสม ต้องสังเกตุด้วยว่าคนส่วนใหญ่เล่น Facebook ช่วงเวลาใดเยอะเป็นพิเศษ ก็จะทำให้โพสนั้นๆ มีโอกาสถูกเจอได้เยอะยิ่งขึ้น
แล้วเพื่อนๆได้เรียนรู้อะไรจากรูปภาพนี้กันบ้างครับ?
ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=815526945143413&set=a.483185698377541.119843.200512916644822&type=1
วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
7 ขั้นตอน พูดบนเวทีให้ประสบความสำเร็จ
7 ขั้นตอน พูดบนเวทีให้ประสบความสำเร็จ โดยคุณ บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ มันเยี่ยมมาก
1. สร้างความน่าเชื่อถือ ด้วยการเล่าถึงเครดิตผลงานตัวเอง
อย่าอายที่จะโปรโมทตัวเอง
2. สร้างความเชื่อมโยง ด้วยการบอกว่าหัวข้อที่จะพูดกับผู้ฟังอย่างไร
จำไว้ว่ามนุษย์ทุกคนไม่สนใจเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง
3. สร้างความประหลาดใจ ด้วยการตั้งคำถามให้สงสัย
เปิดด้วยคำถามดีๆ คนจะตั้งใจฟัง เพราะทุกคนมีปัญหาที่อยากแก้
4. สร้างความน่าติดตาม ด้วยน้ำเสียงและท่าทางบนเวที
เราไม่ใช่หุ่นยนต์ อย่าทำเสียงโมโนโมน
เราไม่ใช่สมอเรือ อย่ายืนหลักปักอยู่กับที่
5. สร้างหัวข้อย่อยๆ ในการพูด ด้วยการแบ่งเป็นข้อๆ
วัฒนธรรม powerpoint ได้สร้างให้คนคิดภาพในหัวเป็น bullet แล้ว
การแบ่งหัวข้อจะทำให้คนฟังที่ใจลอย กลับมาตามทันในหัวข้อถัดไป
6. สร้างจุดจดจำ ด้วยคำคมและเรื่องเล่าสนุกๆ
จำไว้ว่ามนุษย์คือปลาทอง ฟังหนึ่งชั่วโมง จำได้แค่ 5 นาที
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เหลือคือคำคมหรือเรื่องเล่าที่คนฟังจะจดจำ
7. สร้างความประทับใจ ด้วยบทสรุปคมๆ ที่รวบรวมใจความที่พูดทั้งหมด
จบให้ขาด อย่าร่อนลงแตะรันเวย์ แล้วร่อนขึ้นใหม่อีก
ให้คนฟังคิดว่าเมื่อไหร่เราจะกลับมาพูดอีก ดีกว่า เมื่อไหร่จะหยุดพูดซะที
https://www.facebook.com/wisoot.sangarunlert/posts/10152196834194841?stream_ref=10
1. สร้างความน่าเชื่อถือ ด้วยการเล่าถึงเครดิตผลงานตัวเอง
อย่าอายที่จะโปรโมทตัวเอง
2. สร้างความเชื่อมโยง ด้วยการบอกว่าหัวข้อที่จะพูดกับผู้ฟังอย่างไร
จำไว้ว่ามนุษย์ทุกคนไม่สนใจเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง
3. สร้างความประหลาดใจ ด้วยการตั้งคำถามให้สงสัย
เปิดด้วยคำถามดีๆ คนจะตั้งใจฟัง เพราะทุกคนมีปัญหาที่อยากแก้
4. สร้างความน่าติดตาม ด้วยน้ำเสียงและท่าทางบนเวที
เราไม่ใช่หุ่นยนต์ อย่าทำเสียงโมโนโมน
เราไม่ใช่สมอเรือ อย่ายืนหลักปักอยู่กับที่
5. สร้างหัวข้อย่อยๆ ในการพูด ด้วยการแบ่งเป็นข้อๆ
วัฒนธรรม powerpoint ได้สร้างให้คนคิดภาพในหัวเป็น bullet แล้ว
การแบ่งหัวข้อจะทำให้คนฟังที่ใจลอย กลับมาตามทันในหัวข้อถัดไป
6. สร้างจุดจดจำ ด้วยคำคมและเรื่องเล่าสนุกๆ
จำไว้ว่ามนุษย์คือปลาทอง ฟังหนึ่งชั่วโมง จำได้แค่ 5 นาที
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เหลือคือคำคมหรือเรื่องเล่าที่คนฟังจะจดจำ
7. สร้างความประทับใจ ด้วยบทสรุปคมๆ ที่รวบรวมใจความที่พูดทั้งหมด
จบให้ขาด อย่าร่อนลงแตะรันเวย์ แล้วร่อนขึ้นใหม่อีก
ให้คนฟังคิดว่าเมื่อไหร่เราจะกลับมาพูดอีก ดีกว่า เมื่อไหร่จะหยุดพูดซะที
https://www.facebook.com/wisoot.sangarunlert/posts/10152196834194841?stream_ref=10
วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
คิดบวกบ่อยๆทำให้ธุรกิจรุ่งเรื่องได้อย่างไร
จากเท่าที่สังเกตนะครับ... คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ "มักจะเป็นคนมองโลกในแง่บวก มากกว่ามองโลกในแง่ลบ" เพราะระบบคิดต่างกัน ถ้าสมมุติเราทำงานชิ้นหนึ่งอยู่แล้วเกิดเจอปัญหา
คนมองโลกในแง่บวกอาจจะคิดว่า
เรื่องการคิดลบแล้วทำให้ธุรกิจเจ้งนี้มีนักวิทยาศาสตร์เขา อยากรู้ว่าทำไมบางคนล้มเหลวอยู่เรื่อย จนอยู่เรื่อย ฯลฯ เลยไปศึกษาการทำงานของสมองเขาพบว่าเมื่อเราคิดลบ แขนงเซลลบก็จะเชื่อมโยงกันแน่นขึ้น สมองก็จะคิดแต่เรื่องลบ มันก็จะดึงเรื่องลบเข้ามาในชีวิตเรื่อยๆ ในทางกลับกันถ้าคิดบวกเชลบวกก็จะเชื่อมโยงแน่นขึ้น ทำบอยๆ สมองก็จะคิดแต่เรื่องบวก ความคิดบวกก็จะดึงสิ่งที่มันบวกๆเข้ามา ชีวิตก็ดีขึ้น
สู้่ต่อไปนักธุรกิจทั้ง
คนมองโลกในแง่บวกอาจจะคิดว่า
- "ไม่เป็นไร เราค่อยๆทำ ค่อยๆแก้ ปัญหามีไว้ให้ฟันฝ่า เดียวมันก็จะผ่านไป"
- "งานยากๆแบบนี้ใครจะไปทำได้วะ! หัวหน้าโครตลำเอียงเลย งานง่ายๆให้คนอื่นทำ ให้เราทำแต่งานยากๆ"
- ร้านแรกมักจะเปิดบ้าง ไม่เปิดบ้างและเป็นคนชอบบ่น กำไรน้อย เจ้าของเฟรนชายเอาเปรียบ ทำอย่างอื่นดีกว่าหนู ธุรกิจนี้ไม่ดีหรอกมีแต่เหนื่อยกับเหนื่อย ทำให้เจ้าของมันรวย แต่เรายิ่งทำจิ่งจน
- ในขณะที่อีกร้าน เปิดทุกวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ มีปิดบ้างในช่วงเทศกาล เป็นคนไม่ชอบบ่น ยิ้มแย้มแจ่มใส มนุษยสัมพันธ์ดี ... ผู้ดูแลเพจภาคกลางคืนเคยถามว่า เป็นไงบ้างครับ ขายดีไหม? เขาก็ยิ้มแล้วตอบว่า "ก็เรื่อยๆอะคะ ถ้าขยันสักหน่อยก็อยู่ได้"
เรื่องการคิดลบแล้วทำให้ธุรกิจเจ้งนี้มีนักวิทยาศาสตร์เขา อยากรู้ว่าทำไมบางคนล้มเหลวอยู่เรื่อย จนอยู่เรื่อย ฯลฯ เลยไปศึกษาการทำงานของสมองเขาพบว่าเมื่อเราคิดลบ แขนงเซลลบก็จะเชื่อมโยงกันแน่นขึ้น สมองก็จะคิดแต่เรื่องลบ มันก็จะดึงเรื่องลบเข้ามาในชีวิตเรื่อยๆ ในทางกลับกันถ้าคิดบวกเชลบวกก็จะเชื่อมโยงแน่นขึ้น ทำบอยๆ สมองก็จะคิดแต่เรื่องบวก ความคิดบวกก็จะดึงสิ่งที่มันบวกๆเข้ามา ชีวิตก็ดีขึ้น
สู้่ต่อไปนักธุรกิจทั้ง
วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556
ทำธุรกิจไม่ให้ทุกข์
เป็นนักลงทุนก็หาช่องลงทุนไปเรื่อย ธุรกิจใหม่ฟาร์มเห็ดเล็กๆ สร้างงานสร้างอาชีพกระจายรายได้สู่ชุมชน(ถ้าโชคดีก็เหลือกลับมา) กว่าเห็ดจะออกดอกมาขายได้อย่างเห็นนี้ น้ำไม่ถึงบ้าง ความชื้นไม่พอบ้าง แสงเยอะไปบ้างกว่าจะออกตามภาพก็เหนื่อยละ ทำให้นึกถึงที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว่าว่า
"ชาวนาไม่สามารถทำให้ข้าวออกรวงได้ ข้าวมันออกรวงของมันเอง สิ่งที่ชาวนาทำได้คือไถนา ไถอยู่ที่ดินไม่ได้ไปไถต้นข้าว หว่านเมล็ดข้าวลงไปในนา แล้วก็เอาน้ำเข้านา ช่วงไหนน้ำน้อยก็เติมน้ำ ช่วงไหนน้ำมากก็ไขน้ำออก ถึงเวลาแล้วข้าวก็ออกรวง ข้าวออกเมล็ด ข้าวก็ออกของมันเอง ชาวนาไม่ได้ออกเมล็ดข้าวมา"
สรุปก็คือทำธุรกิจไม่ให้ทุกข์ต้องวางใจให้ถูกเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจว่าจะไปบังคับให้มันมีกำไรตามใจคิดไม่ได้ หนี้ที่เราก็ทำได้แค่ทำเหตให้มันมีกำไรเมื่อเหตุเหมาะสมมันก็มีกำไรของมันเอง นักธุรกิจมือใหม่หลายท่านเวลาเริ่มลงทุนจุดเริ่มต้นก็เริ่มลงทุนด้วยความโลภอย่ากได้เงินเยอะๆ แต่เวลาหน้างานจริงปัญหาจะเยอะกว่าที่คิดครับไม่รู้มาจากไหน ถ้าวางใจไม่ถูกต้องจะปวดกระบาลมากๆ สู้ๆครับนักลงทุนทุกท่าน
"ชาวนาไม่สามารถทำให้ข้าวออกรวงได้ ข้าวมันออกรวงของมันเอง สิ่งที่ชาวนาทำได้คือไถนา ไถอยู่ที่ดินไม่ได้ไปไถต้นข้าว หว่านเมล็ดข้าวลงไปในนา แล้วก็เอาน้ำเข้านา ช่วงไหนน้ำน้อยก็เติมน้ำ ช่วงไหนน้ำมากก็ไขน้ำออก ถึงเวลาแล้วข้าวก็ออกรวง ข้าวออกเมล็ด ข้าวก็ออกของมันเอง ชาวนาไม่ได้ออกเมล็ดข้าวมา"
สรุปก็คือทำธุรกิจไม่ให้ทุกข์ต้องวางใจให้ถูกเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจว่าจะไปบังคับให้มันมีกำไรตามใจคิดไม่ได้ หนี้ที่เราก็ทำได้แค่ทำเหตให้มันมีกำไรเมื่อเหตุเหมาะสมมันก็มีกำไรของมันเอง นักธุรกิจมือใหม่หลายท่านเวลาเริ่มลงทุนจุดเริ่มต้นก็เริ่มลงทุนด้วยความโลภอย่ากได้เงินเยอะๆ แต่เวลาหน้างานจริงปัญหาจะเยอะกว่าที่คิดครับไม่รู้มาจากไหน ถ้าวางใจไม่ถูกต้องจะปวดกระบาลมากๆ สู้ๆครับนักลงทุนทุกท่าน
![]() |
| รอระเบิด |
![]() |
| เริ่มแทงยอด |
![]() |
| ผลผลิต |
![]() |
| ออกดดอกแย้ว |
วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556
คุณคือลูกจ้าง หรือสินทรัพย์ของบริษัท
เราคือลูกจ้างบริษัท หรือสินทรัพย์ของบริษัท
ถ้าเราเป็นลูกจ้างบริษัทนั่นคือ ถ้าวันนี้เราต้องเดินออกจากบริษัทไป เขาก็สามารถหาคนใหม่มาทำงานแทนเราได้
แต่ถ้าเราเป็นสินทรัพย์ของบริษัท ถ้าเราต้องเดินออกจากบริษัทไป บริษัทจะขาดรายได้ทันที และอาจต้องใช้เวลานานหรือใช้ต้นทุนที่สูงมากในการหาคนใหม่มาแทนที่เรา
คนที่เป็นสินทรัพย์ของบริษัท คือผู้ที่มีอำนาจต่อรอง อ่านนิทานเรื่องนี้จะเข้าใจ
ณ โรงงานผลิตสุราแห่งหนึ่ง พนักงานชิมได้ตายลง
เสี่ยเจ้าของโรงงานจึงเปิดรับสมัครคนใหม่
ชายขี้เมาจรจัดเนื้อตัวสกปรกคนหนึ่งได้มาสมัครตำแหน่งนี้
"เสี่ยไม่อยากรับสมัคร คิดหาวิธีกำจัดไปให้พ้น"
แต่ก็ได้ให้เขาลองทดสอบดูก่อน
ชายจรจัดชิมแก้วแรก “นี่เป็นไวน์แดง องุ่นมู้สแค็ต 3ปี
จากเนินทางเหนือ เก็บบ่มในถังเหล็ก”
เสี่ย “ถูกต้อง”
ชายจรจัดรับแก้วที่สองมาชิม “ไวน์แดง คาเบอร์เน่ต์ 8ปี
จากเนินตะวันตกเฉียงใต้ เก็บบ่มในถังไม้โอ๊ค”
“ถูกต้อง” คราวนี้เสี่ยขยิบตาให้เลขาสาว
เลขาสาวถือแก้วที่ใส่ฉี่มา ส่งให้ชายจรจัดมาชิม...
ชายจรจัดตอบ
“สาวผมบลอนด์คนนี้ อายุ 26 ปี กำลังตั้งท้องเดือนที่3
ถึงตอนนี้แล้วถ้ามึงไม่ให้กูทำงานนี้ กูจะแฉว่าใครเป็นพ่อเด็กในท้อง”.
ถ้าเราเป็นลูกจ้างบริษัทนั่นคือ ถ้าวันนี้เราต้องเดินออกจากบริษัทไป เขาก็สามารถหาคนใหม่มาทำงานแทนเราได้
แต่ถ้าเราเป็นสินทรัพย์ของบริษัท ถ้าเราต้องเดินออกจากบริษัทไป บริษัทจะขาดรายได้ทันที และอาจต้องใช้เวลานานหรือใช้ต้นทุนที่สูงมากในการหาคนใหม่มาแทนที่เรา
คนที่เป็นสินทรัพย์ของบริษัท คือผู้ที่มีอำนาจต่อรอง อ่านนิทานเรื่องนี้จะเข้าใจ
ณ โรงงานผลิตสุราแห่งหนึ่ง พนักงานชิมได้ตายลง
เสี่ยเจ้าของโรงงานจึงเปิดรับสมัครคนใหม่
ชายขี้เมาจรจัดเนื้อตัวสกปรกคนหนึ่งได้มาสมัครตำแหน่งนี้
"เสี่ยไม่อยากรับสมัคร คิดหาวิธีกำจัดไปให้พ้น"
แต่ก็ได้ให้เขาลองทดสอบดูก่อน
ชายจรจัดชิมแก้วแรก “นี่เป็นไวน์แดง องุ่นมู้สแค็ต 3ปี
จากเนินทางเหนือ เก็บบ่มในถังเหล็ก”
เสี่ย “ถูกต้อง”
ชายจรจัดรับแก้วที่สองมาชิม “ไวน์แดง คาเบอร์เน่ต์ 8ปี
จากเนินตะวันตกเฉียงใต้ เก็บบ่มในถังไม้โอ๊ค”
“ถูกต้อง” คราวนี้เสี่ยขยิบตาให้เลขาสาว
เลขาสาวถือแก้วที่ใส่ฉี่มา ส่งให้ชายจรจัดมาชิม...
ชายจรจัดตอบ
“สาวผมบลอนด์คนนี้ อายุ 26 ปี กำลังตั้งท้องเดือนที่3
ถึงตอนนี้แล้วถ้ามึงไม่ให้กูทำงานนี้ กูจะแฉว่าใครเป็นพ่อเด็กในท้อง”.
วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ประเภทของการการแจ้งความ
ขอบอกไว้เป็นความรู้ครับ
การแจ้งความ ทางกฎหมายจะเรียกว่า "ร้องทุกข์"
กับ "แจ้งเพื่อเป็นหลักฐาน" หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "ลงบันทึกประจำวัน"
การร้องทุกข์ คือ การร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้เอาคนผิดมาลงโทษ การร้องทุกข์ จะต้องมีความประสงค์ที่จะลงโทษคนผิด มีผลทางกฎหมาย คือพนักงานสอบสวนจะต้องทำสำนวนเพื่อส่งต่อให้อัยการวินิจฉัยว่าฟ้องหรือไม่ฟ้อง แล้วอัยการก็จะสั่งฟ้อง เรื่องจะไปถึงศาล หรือมีอำนาจสั่งไม่ฟ้อง หรือมีอำนาจสั่งให้สอบเพิ่ม หรือ เรียกมาสอบเพิ่มเองได้
ส่วนการแจ้งความเพื่อเป็นหลักฐาน หรือ ลงบันทึกประจำวัน เป็นการแจ้งเพื่อให้เป็นหลักฐานเฉยๆ ไม่มีผลใดๆ ทางกฎหมาย เอาไปใช้อะไรก็ไม่ได้ นอกจากเอาไปอ้างว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ่น แต่ไม่สามารถเอามาลงโทษผู้กระทำผิดได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



